
1. ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt)

คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบฮัลล์สตัทท์เทอร์ซี (Hallstätter See) ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรีย โอบล้อมด้วยขุนเขาแอลป์อันงดงามราวภาพวาด หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7,000 ปี เคยเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
เสน่ห์ของฮัลล์สตัทท์อยู่ที่บรรยากาศสุดโรแมนติก บ้านไม้เก่าทรงยุโรปเรียงลดหลั่นบนไหล่เขา สะท้อนลงบนผืนน้ำใสของทะเลสาบอย่างงดงาม นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมหมู่บ้านเล็ก ๆ แวะโบสถ์ริมทะเลสาบที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ หรือขึ้นกระเช้าไปยัง Hallstatt Skywalk จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทั้งหมู่บ้านและทะเลสาบจากมุมสูง
ในแต่ละฤดูกาล ฮัลล์สตัทท์จะมีความงามแตกต่างกัน ฤดูใบไม้ผลิสดใสด้วยดอกไม้บาน ฤดูร้อนอบอุ่นเหมาะแก่การล่องเรือ ฤดูใบไม้ร่วงเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ และฤดูหนาวปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนราวเทพนิยาย ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ที่อยากมาสัมผัส “หมู่บ้านในฝันแห่งออสเตรีย” สักครั้งในชีวิต
2. ทะเลสาบเบลด (Lake Bled)

ทะเลสาบเบลด (Lake Bled) คืออัญมณีแห่งสโลวีเนีย ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือของประเทศ โอบล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียวชอุ่มและอากาศบริสุทธิ์ตลอดปี ความโดดเด่นของที่นี่คือผืนน้ำสีฟ้าใสที่สะท้อนภาพภูเขาและท้องฟ้าได้ราวกระจก ทำให้บรรยากาศดูราวกับฉากในเทพนิยายที่มีชีวิต
กลางทะเลสาบมีเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งของโบสถ์พระแม่มารี (Church of the Assumption) ซึ่งสามารถพายเรือไม้พื้นเมือง “Pletna” ไปเยือนได้ นักท่องเที่ยวนิยมตีระฆังขอพรภายในโบสถ์ โดยเชื่อกันว่าหากได้อธิษฐานด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ ความปรารถนานั้นจะเป็นจริง จึงทำให้ทะเลสาบเบลดกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความโรแมนติก
เหนือขึ้นไปบนหน้าผา คือปราสาทเบลด (Bled Castle) ปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุกว่าพันปี มอบมุมมองพาโนรามาของทะเลสาบและเทือกเขาอันงดงามที่สุดในประเทศ ในฤดูร้อนที่นี่อบอุ่นสดใส ส่วนฤดูหนาวผืนน้ำมักกลายเป็นน้ำแข็ง สะท้อนหิมะขาวบริสุทธิ์งดงามราวภาพฝัน เสน่ห์ที่ทำให้ “เบลด” ถูกขนานนามว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งสโลวีเนีย” อย่างแท้จริง
3. หมู่บ้านซานส์ สคานส์ (Zaanse Schans)

เป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำซานส์ เมืองซานดัม (Zaandam) ห่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัมเพียงราว 15 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเนเธอร์แลนด์ ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็น “ฮอลแลนด์ในอดีต” ได้อย่างงดงาม
จุดเด่นของที่นี่คือ กังหันลมเก่าแก่ ที่ยังคงหมุนทำงานได้จริง บางหลังมีอายุกว่า 200 ปี ใช้สำหรับบดสี ทำมัสตาร์ด หรือเลื่อยไม้ กังหันลมเหล่านี้ตั้งเรียงรายริมแม่น้ำ ท่ามกลางทุ่งหญ้าและบ้านไม้สีเขียวสดใส กลายเป็นภาพสุดคลาสสิกของเนเธอร์แลนด์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง
ซานส์ สคานส์ยังมี โรงงานทำชีสและรองเท้าไม้ แบบดัตช์ดั้งเดิม นักท่องเที่ยวสามารถชมขั้นตอนการผลิต ทดลองชิมชีส และถ่ายรูปกับรองเท้าไม้ยักษ์ได้อย่างเพลิดเพลิน บรรยากาศรอบ ๆ เงียบสงบ เหมาะกับการเดินเล่น ปั่นจักรยาน หรือจิบกาแฟชมวิวกังหันหมุนอย่างช้า ๆ
ด้วยความงดงามของทิวทัศน์และกลิ่นอายแบบเนเธอร์แลนด์แท้ ๆ ซานส์ สคานส์จึงเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้ที่อยากสัมผัสเสน่ห์ของ “ฮอลแลนด์แบบต้นฉบับ” อย่างแท้จริง
4. แอลป์สวิส (Swiss Alps)

เทือกเขาอันยิ่งใหญ่และงดงามที่ครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์และวิวภูเขาที่สวยงามระดับโลก ที่นี่มีภูเขาสูงตระหง่านหลายแห่ง เช่น แมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) และ จุงเฟรา (Jungfrau) ซึ่งเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทางจากทั่วโลก
ภูมิภาคแอลป์สวิสเปลี่ยนเสน่ห์ไปตามฤดูกาล ฤดูหนาวจะเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน เหมาะสำหรับเล่นสกีและกิจกรรมหิมะ ส่วนฤดูร้อนภูเขาจะปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าเขียว ดอกไม้บาน และลำธารน้ำแข็งละลายไหลลงสู่ทะเลสาบสีฟ้าใส นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟสายท่องเที่ยวอย่าง Glacier Express หรือขึ้นกระเช้าไปยังจุดชมวิวสูงเสียดฟ้า เช่น ยอดเขาทิตลิส (Titlis) หรือชิลธอร์น (Schilthorn) เพื่อชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาแอลป์สุดอลังการ
หมู่บ้านเล็ก ๆ อย่าง เซอร์แมท (Zermatt) หรือ แกรนเดอร์วาลด์ (Grindelwald) ก็เป็นจุดพักยอดนิยม เต็มไปด้วยบ้านไม้สไตล์สวิส บรรยากาศอบอุ่นและโรแมนติก ท่ามกลางทิวทัศน์ของภูเขาหิมะและอากาศบริสุทธิ์ แอลป์สวิสจึงไม่เพียงเป็นสวรรค์ของนักปีนเขาและนักสกีเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดหมายแห่งการพักผ่อนและสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
5. เกาะสกาย (Isle of Skye)

ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะอินเนอร์เฮบริดีส (Inner Hebrides) และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยและมีมนตร์เสน่ห์ที่สุดในสหราชอาณาจักร โดดเด่นด้วยภูเขาสูงชัน หน้าผาหิน ลำธาร และทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ตัดกับทะเลสีฟ้าเข้ม
ภูมิประเทศของเกาะสกายเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งภูเขา Cuillin Range ที่เป็นจุดปีนเขาชื่อดัง น้ำตกที่ไหลลงทะเลอย่างงดงาม เช่น Mealt Falls และจุดชมวิวมหัศจรรย์อย่าง Old Man of Storr เสาหินธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านกลางหุบเขา นอกจากนี้ยังมี Fairy Pools แหล่งน้ำใสสีเทอร์ควอยซ์ ที่ดูราวกับหลุดออกมาจากโลกแห่งเทพนิยาย
นอกจากธรรมชาติที่น่าทึ่งแล้ว เกาะสกายยังเต็มไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆ แสนอบอุ่น เช่น Portree เมืองหลักของเกาะ ที่มีท่าเรือและบ้านสีพาสเทลเรียงราย บรรยากาศสงบและเป็นมิตร ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายตามแบบชาวสกอตดั้งเดิม
เกาะสกายจึงเป็นจุดหมายในฝันของผู้รักธรรมชาติ ช่างภาพ และนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของสกอตแลนด์ในแบบดิบแต่โรแมนติก ท่ามกลางวิวภูเขา หมอก และแสงเหนือที่บางครั้งสามารถมองเห็นได้ในฤดูหนาว สวยงามจนได้รับฉายาว่า “ดินแดนแห่งเทพนิยายแห่งสกอตแลนด์”
6. อุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomites)

ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ใกล้ชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย เป็นหนึ่งในเทือกเขาที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ด้วยภูมิประเทศที่โดดเด่นและความงามตามธรรมชาติอันน่าทึ่ง
โดโลไมท์ขึ้นชื่อเรื่อง ยอดเขาหินปูนสีขาวอมชมพู ที่เปลี่ยนสีตามแสงแดดในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะยามเช้าและเย็นที่ภูเขาจะเรืองแสงเป็นสีชมพูอ่อนหรือส้มทอง เรียกว่า Enrosadira ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลก
ภายในอุทยานมีสถานที่สำคัญมากมาย เช่น
- Tre Cime di Lavaredo หรือ “สามยอดเขาแห่งโดโลไมท์” สัญลักษณ์ของเทือกเขาแห่งนี้
- Lago di Braies ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของอิตาลี
- Val di Funes หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่มีโบสถ์ St. Magdalena ตั้งอยู่ท่ามกลางวิวภูเขา จุดชมวิวในฝันของนักถ่ายภาพทั่วโลก
โดโลไมท์สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ฤดูร้อนเหมาะกับการปีนเขา เดินป่า และขี่จักรยาน ส่วนฤดูหนาวจะกลายเป็นสวรรค์ของนักสกี ด้วยรีสอร์ตหรูและลานสกีที่มีชื่อเสียง เช่น Cortina d’Ampezzo
ด้วยทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ราวภาพวาด ความสงบ และอากาศบริสุทธิ์ โดโลไมท์จึงถูกขนานนามว่าเป็น “หัวใจแห่งเทือกเขาแอลป์ของอิตาลี” และเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทางผู้หลงใหลธรรมชาติระดับโลก
7. ทุ่งลาเวนเดอร์โพรวองซ์ (Provence Lavender Fields)

ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในภาพจำอันสวยงามและโรแมนติกที่สุดของยุโรป ทุ่งสีม่วงสุดลูกหูลูกตาแห่งนี้จะเบ่งบานในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนสิงหาคม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของลาเวนเดอร์ลอยคลุ้งทั่วทั้งหุบเขา สร้างบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลายราวอยู่ในภาพวาด
พื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดอยู่ในเขต Valensole Plateau, Sault, และ Luberon ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้เรียงเป็นแนวสวยงามตัดกับท้องฟ้าสีครามและภูเขาในระยะไกล นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทุ่ง ถ่ายภาพท่ามกลางดอกลาเวนเดอร์ หรือแวะชมโรงงานกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้วิธีสกัดกลิ่นลาเวนเดอร์แท้แบบฝรั่งเศส
นอกจากทุ่งดอกไม้แล้ว โพรวองซ์ยังมีหมู่บ้านเก่าบนเนินเขา เช่น Gordes, Roussillon และ Bonnieux ที่มีบ้านหินสีอ่อนและถนนหินกรวดสุดคลาสสิก เหมาะสำหรับการเดินเล่น จิบไวน์ ชิมชีส หรือพักผ่อนในคาเฟ่เล็ก ๆ ท่ามกลางกลิ่นลาเวนเดอร์หอมกรุ่น
ทุ่งลาเวนเดอร์โพรวองซ์จึงไม่ใช่แค่จุดชมดอกไม้ แต่คือสัญลักษณ์ของความโรแมนติกและชีวิตอันเรียบง่ายในชนบทฝรั่งเศส เป็นสถานที่ที่นักเดินทางทั่วโลกใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้ง เพื่อสัมผัสกลิ่น สี และความงามอันอบอุ่นของฤดูร้อนแห่งโพรวองซ์
8. อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park)

ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศโครเอเชีย เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดของยุโรป ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ด้วยระบบทะเลสาบ น้ำตก และป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์งดงามราวสวรรค์
เอกลักษณ์ของอุทยานแห่งนี้คือ ทะเลสาบ 16 แห่ง ที่เชื่อมต่อกันด้วยน้ำตกและลำธารหลายสาย แต่ละบ่อมีระดับความสูงและสีของน้ำแตกต่างกัน ตั้งแต่สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ไปจนถึงสีเขียวมรกต เกิดจากการสะท้อนของแร่ธาตุและพืชพรรณในน้ำ ทำให้ทัศนียภาพเปลี่ยนไปตามแสงแดดในแต่ละช่วงเวลา
นักท่องเที่ยวสามารถเดินบน สะพานไม้ทางเดินลอยน้ำ ที่ทอดผ่านเหนือทะเลสาบและน้ำตก ชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิดโดยไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม เส้นทางเดินเที่ยวมีหลายระดับ ทั้งแบบครึ่งวันและเต็มวัน เหมาะสำหรับทุกวัย หรือจะล่องเรือข้ามทะเลสาบใหญ่ “Kozjak” เพื่อชมวิวมุมกว้างก็ได้เช่นกัน
ฤดูกาลแต่ละช่วงของพลิตวิเซ่มีเสน่ห์ไม่ซ้ำกัน ฤดูใบไม้ผลิน้ำตกไหลแรงและดอกไม้บานเต็มป่า ฤดูร้อนน้ำสีฟ้าใสส่องประกายสวยที่สุด ฤดูใบไม้ร่วงเปลี่ยนเป็นสีทองแดง และฤดูหนาวน้ำตกกลายเป็นน้ำแข็งระยิบระยับราวอัญมณี
อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่จึงเป็นสถานที่ที่รวมความงามของธรรมชาติ น้ำ ป่า และภูเขาไว้อย่างลงตัว เป็นดั่ง “อัญมณีแห่งยุโรปตะวันออก” ที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้รักธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
9. หมู่บ้านกรินเดลวัลด์ (Grindelwald)

เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แสนงดงามในหุบเขาแอลป์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในรัฐเบิร์น (Bernese Oberland) รายล้อมด้วยภูเขาสูงตระหง่านอย่าง ไอเกอร์ (Eiger) และ จุงเฟรา (Jungfrau) จนได้รับฉายาว่า “เพชรเม็ดงามแห่งเทือกเขาแอลป์”
หมู่บ้านแห่งนี้มีเสน่ห์ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว ฤดูร้อนเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียว ดอกไม้ป่าหลากสี และอากาศสดชื่น เหมาะสำหรับเดินเขา ปั่นจักรยาน หรือนั่งกระเช้าชมวิว ส่วนฤดูหนาวจะปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน กลายเป็นสวรรค์ของนักเล่นสกีและกิจกรรมหิมะทุกชนิด
หนึ่งในจุดเด่นของกรินเดลวัลด์คือ First Cliff Walk by Tissot สะพานทางเดินริมหน้าผาที่สามารถชมวิวพาโนรามาของหุบเขาและยอดเขาไอเกอร์ได้แบบสุดสายตา อีกทั้งยังสามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้าไปยังยอดเขา Jungfraujoch Top of Europe ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป เพื่อสัมผัสหิมะตลอดทั้งปี
ตัวหมู่บ้านกรินเดลวัลด์เองก็อบอุ่นและเต็มไปด้วยบรรยากาศสวิสแท้ ๆ มีบ้านไม้ชาเลต์หลังเล็กเรียงราย คาเฟ่น่ารัก และร้านช็อกโกแลตหอมหวาน ท่ามกลางทิวทัศน์ภูเขาและเสียงระฆังวัวดังแผ่วเบา
กรินเดลวัลด์จึงเป็นจุดหมายในฝันของผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแห่งเทือกเขาแอลป์อย่างแท้จริง ทั้งโรแมนติก ผ่อนคลาย และยิ่งใหญ่ในทุกฤดูกาล
10. ฟยอร์ดไกแรงเกอร์ (Geirangerfjord)

ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ เป็นหนึ่งในฟยอร์ดที่งดงามที่สุดในโลก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ด้วยภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ฟยอร์ดแห่งนี้มีความยาวประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของ Storfjord ที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งเมื่อหลายล้านปีก่อน จนกลายเป็นช่องเขาทะเลลึกที่มีผนังหินชันและน้ำทะเลสีเขียวมรกตไหลแทรกกลางหุบเขา
หนึ่งในไฮไลต์ของ Geirangerfjord คือ น้ำตก Seven Sisters (เจ็ดสาวพี่น้อง) ที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงกว่า 250 เมตร ตรงข้ามกับน้ำตก Suitor ที่ตามตำนานเล่าว่าเป็นชายหนุ่มผู้หลงรักพี่น้องทั้งเจ็ดแต่ไม่ได้รับความรักตอบ เสริมเสน่ห์ให้ฟยอร์ดแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวโรแมนติกและมนตร์ขลัง
กิจกรรมยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือการล่องเรือชมวิวระหว่างผนังภูเขาและน้ำตกจากมุมใกล้ รวมถึงการขึ้นจุดชมวิว Ørneveien (Eagle’s Road) ที่สามารถมองเห็นฟยอร์ดทั้งสายได้แบบพาโนรามา หรือเดินเท้าสำรวจเส้นทางธรรมชาติ Flydalsjuvet เพื่อชมวิวเรือสำราญลอยกลางหุบเขา
ฟยอร์ดไกแรงเกอร์มีเสน่ห์ต่างกันในแต่ละฤดูกาล ฤดูร้อนเขียวสดชื่น น้ำตกไหลแรง ฤดูใบไม้ร่วงอบอุ่นด้วยสีทองของต้นไม้ และฤดูหนาวปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน เป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทางที่อยากสัมผัสความยิ่งใหญ่และความสงบของธรรมชาติแห่งนอร์เวย์อย่างแท้จริง